นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมตาสองชั้น เชี่ยวชาญการศัลยกรรมเสริมจมูกด้วยไขมัน(Fat Stemcell) และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการศัลยกรรมดึงหน้า Face Lock – Facelift ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคม ศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน อดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ประเทศไทย และปัจจุบันได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์ไปสอนทั้งในยุโรปอเมริกาและ กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และจีน เป็นอาจารย์ ของคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จบการศึกษา แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากนั้น คุณหมอเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูคอจมูกตา

นายแพทย์ชลธิศเกิดที่จังหวัดตาก เป็นบุตรคนที่ 4 จากพี่น้อง 5 คน ในอดีตวัยเด็กนั้นนายแพทย์ชลธิศเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง สอบได้ที่สุดท้ายอยู่ทุกที แต่ก็ตัดสินใจมุมานะเพราะต้องการจะสอบติดโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ให้ได้แบบพี่ หลังจากนั้นก็สามารถสอบได้ที่ 1 มาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถสอบติดโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ได้ นายแพทย์ชลธิศเลยเข้าไปศึกษาที่โรงเรียนวัดบวรฯ เทอมแรกก็ได้ที่ 1 ของโรงเรียน

ในอดีตนั้นนายแพทย์ชลธิศตั้งเป้าหมายว่าอยากเรียนวิศวกร แต่คุณแม่บอกว่าให้เรียนหมอดีกว่า เพราะถ้าแม่แก่แล้วจะได้ดูแลแม่ นายแพทย์ชลธิศจึงเบนเข็มมาเรียนทางด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และในปีสุดท้ายที่ต้องเลือกเรียนแพทย์เฉพาะทาง ในตอนแรกคุณหมออยากเป็นหมอสูติ เพราะชอบการผ่าตัด แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทาง จึงตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่อเมริกา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เพราะอเมริกาประกาศปิดรับหมอต่างชาติ แต่ก่อนหน้านี้คุณหมอได้ทำการแลกแผนกกับเพื่อนที่อยู่ แผนกหูคอจมูกแล้ว ทำให้นายแพทย์ชลธิศได้ศึกษาอยู่ในแผนกหูคอจมูก ที่โรงพยาบาลศิริราลมานับตั้งแต่นั้น

เส้นทางการเป็นศัลยแพทย์ของนายแพทย์ชลธิศนั้น เริ่มต้นมาจาก นายแพทย์เชิญ หัวหน้าแผนกหูคอจมูก โรงพยาบาลศิริราช ที่เห็นนายแพทย์ชลธิศผ่าตัดมาเรื่อยๆ และได้แนะนำให้นายแพทย์ชลธิศไปเรียนทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า เพื่อหวังจะให้นายแพทย์ชลธิศมีวิชาที่สามารถผ่าตัดช่วยคนอื่นได้ นายแพทย์ขลธิศเลยเริ่มศึกษาทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่โรงพยาบาลภูมิพล กับอาจารย์พลตรีทายาท สุขบำรุง ที่เพิ่งกลับมาจากการศึกษาทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่อเมริกาในสมัยนั้น

(ปี ค.ศ. 1980)

นายแพทย์ชลธิศมุเรียนทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าได้2 ปี ก็ได้กลับมาเป็นศัลยแพทย์ และเป็นอาจารย์สอนให้กับรุ่นน้องในแผนกศัลยกรรม ที่โรงพยาบาลศิริราช ที่เป็นแผนกเปิดใหม่ย่อยจากแผนกหูคอจมูก โดยได้ทำการรักษาคนไข้ควบกับการทำ Plastic Surgery โดยในสมัยนั้นการทำศัลยกรรมเป็นการรักษาโรคมากกว่าที่จะทำเพื่อความงาม น้อยคนนักที่จะเข้ามาทำเพื่อความสวยงาม ซึ่งคุณหมอก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์การผ่าตัดPlastic Surgery จากตรงนี้ โดยทำฟรีให้กับคนที่ต้องการเข้ามาทำ เพื่อเป็นเคสสตัดดี้ในการซ้อมมือ และสอนลูกศิษย์ไปในตัว

หลังจากนั้นประมาณ10 ปี วงการศัลยกรรมก็เปิดกว้างมากขึ้น มีผู้หญิงมาทำศัลยกรรมเยอะขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะมาทำตาสองชั้น และเสริมจมูก จากที่เคยทำให้ฟรีก็เริ่มมีการเก็บเงิน จาก 200 เป็น 2000โดยนำเงินนั้นไปช่วยคนไข้อนาถา และเอาไปช่วยทางด้านการศึกษา

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่นายแพทย์ชลธิศได้ผันตัวมาเป็นศัลยแพทย์ ได้มีโอกาสบินไปดูงานที่ต่างประเทศหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น อเมริกา เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในการผ่าตัดของตัวเอง และนำความรู้มาเผยแพร่ต่อกับลูกศิษย์ที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งนายแพทย์ชลธิศได้เห็นว่าวิชาการศัลยกรรมนั้นเป็นของถิ่นใครถิ่นมัน โครงสร้างของคนเราไม่เหมือนกัน ต้องคิดไป ทำไป และพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

(ปี 2000)

นายแพทย์ชลธิศเคยผ่าตัดศัลยกรรมตาสองชั้นแบบกรีดยาว ซึ่งเป็นเทคนิคสมัยเก่า ส่วนใหญ่นั้นจะทำเพื่อรักษาคนไข้สูงอายุที่มีปัญหาโรคขนตาทิ่มตา น้ำตาไหลแฉะ ก่อนที่จะค่อยๆ ลดขนาดแผลลงจนกลายเป็นจุดเล็กๆ และทำเพื่อเสริมความงามในปัจจุบัน จนสามารถเรียกได้ว่าเทคนิคการทำตาสองชั้นแบบเจาะรูเล็กๆ ที่เปลือกตานั้น นายแพทย์ชลธิศคิดค้นได้เป็นคนแรกของโลกก็ว่าได้

นอกจากเทคนิคการทำตาสองชั้นแบบเจาะรูที่เปลือกตาแล้วนั้น การเสริมจมูกด้วยวิธีปลูกย้ายไขมัน นายแพทย์ชลธิศก็เป็นคนคิดค้นเทคนิคนี้ ซึ่งปลอดภัยกว่าการเสริมจมูกด้วยการฉีดซิลิโคนเหลว เพราะเคยรักษาคนไข้ที่ไปฉีดซิลิโคนเหลวมาแล้วกลายเป็นเนื้องอก &#